BLOGGER TEMPLATES AND TWITTER BACKGROUNDS
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เกร็ดความรู้ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เกร็ดความรู้ แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2552

โรคนอนไม่หลับ T_T

การนอนไม่หลับ

การนอนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต คนเราใช้เวลาหนึ่งในสามในการนอนแต่นักวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับการนอนเท่าใด คนเราจะมีช่วงที่ง่วงนอน 2ช่วงคือกลางคืน และตอนเที่ยงวันจึงไม่แปลกใจกับคำว่าท้องตึงหนังตาหย่อนในตอนเที่ยง


กลไกการนอนหลับ

เมื่อความมืดมาเยือนเซลล์ที่จอภาพ[retina] จะส่งข้อมูลไปยังเซลล์ประสาทที่อยู่ใน hypothalamus ซึ่งจะเป็นที่สร้างสาร melatonin สาร melatonin สร้างจาก tryptophan ทำให้อุณหภูมิลดลงและเกิดอาการง่วง การนอนของคนปกติแบ่งออกได้ดังนี้

  1. การนอนช่วง Non-rapid eye movement {non- (REM) sleep} การนอนในช่วงนี้มีความสำคัญมากเพราะมีส่วนสำคัญในการทำให้ภูมิคุ้มกันแข็งแรง เกี่ยวข้องกับระบบย่อยอาการและมีการหลั่งของฮอร์โมนที่เร่งการเติบโต growth hormone การนอนช่วงนี้แบ่งออกเป็น 4 ระยะได้แก่โดยการหลับจะเริ่มจากระยะที่1ไปจน REMและกลับมาระยะ1ใหม่
  • Stage 1 (light sleep) ระยะนี้ยังหลับไม่สนิทครึ่งหลับครึ่งตื่น ปลุกง่าย ช่วงนี้อาจจะมีอาการกระตุกของกล้ามเนื้อที่เรียกว่า hypnic myoclonia มักจะตามหลังอาการเหมือนตกที่สูง ระยะนี้ตาจะเคลื่อนไหวช้า
  • Stage 2 (so-called true sleep).ระยะนี้ตาจะหยุดเคลื่อนไหวคลื่นไฟฟ้าสมองเป็นแบบ rapid waves เรียก sleep spindles
  • Stage 3 คลื่นไฟฟ้าสมองจะมีลักษณะ delta waves และ Stage 4ระยะนี้เป็นระยะที่หลับสนิทที่สุดคลื่นไฟฟ้าสมองเป็นแบบ delta waves ทั้งหมด ระยะ3-4 จะปลุกตื่นยากที่สุดตาจะไม่เคลื่อนไหวร่างกายจะไม่เคลื่อนไหว เมื่อปลุกตื่นจะงัวเงีย
  1. การนอนช่วง Rapid eye movement (REM) sleep จะเกิดภายใน 90 นาที หลังจากนอนช่วงนี้เมื่อทดสอบคลื่นสมองจะเหมือนคนตื่น ผู้ป่วยจะหายใจเร็ว ชีพขจรเร็ว กล้ามเนื้อไม่ขยับ อวัยวะเพศแข็งตัว เมื่อคนตื่นช่วงนี้จะจำความฝันได้

เราจะใช้เวลานอนร้อยละ50ใน Stage 2 ร้อยละ 20ในระยะ REM ร้อยละ30 ในระยะอื่นๆ การนอนหลับครบหนึ่งรอบใช้เวลา 90-110นาที คนปกติต้องการนอนวันละ 8 ชั่วโมงโดยหลับตั้งค่ำจนตื่นในตอนเช้า คนสูงอายุการหลับจะเปลี่ยนไปโดยหลับกลางวันเพิ่มและตื่นกลางคืน จำนวนชั่วโมงในการนอนหลับแต่ละคนจะไม่เหมือนกันบางคนนอนแค่วันละ 5-6 ชั่วโมงโดยที่ไม่มีอาการง่วงนอน

อาการนอนไม่หลับ

อาการนอนไม่หลับไม่ใช่โรคแต่เป็นภาวะหลับไม่พอทำให้ตื่นขึ้นมาแล้วไม่สดชื่น บางคนอาจจะหลับยากใช้เวลามากว่า 30นาทียังไม่หลับ บางคนตื่นบ่อยหลังจากตื่นแล้วหลับยาก บางคนตื่นเช้าเกินไป ทำให้ตื่นแล้วไม่สดชื่น ง่วงเมื่อเวลาทำงาน อาการนอนไม่หลับมักจะเป็นชั่วคราวเมื่อภาวะกระตุ้นหายก็จะกลับเป็นปกติแต่ถ้าหากมีอาการเกิน 1 เดือนให้ถือว่าเป็นอาการเรื้อรัง

การวินิจฉัย

แพทย์จะถามคำถาม 4คำถามได้แก่

  • ให้อธิบายว่ามีปัญหานอนไม่หลับเป็นอย่างไร
  • นอนไม่หลับเป็นมานานเท่าใด
  • เป็นทุกทุกคืนหรือไม่
  • สามารถทำงานตอนกลางวันได้หรือไม่

แพทย์จะค้นหาว่าอาหารนอนไม่หลับนั้นเกิดจากโรค จากยา หรือจากจิตใจ

คนเราต้องการนอนวันละเท่าใด

ความต้องการการนอนไม่เท่ากันในแต่ละคนขึ้นกับอายุ ทารกต้องการนอนวันละ 16 ชั่วโมง วัยรุ่นต้องการวันละ 9 ชั่วโมง ผู้ใหญ่ต้องการวันละ 7-8 ชั่วโมง แต่คนบางคนก็อาจจะต้องการนอนน้อยเหลือเพียงวันละ 5 ชั่วโมง หากนอนไม่พอร่างกายต้องการการนอนเพิ่มในวันรุ่งขึ้น

เราอาจจะทราบว่านอนไม่พอโดยดูจาก

  • เวลาทำงานคุณมีอาการง่วงหรือซึมตลอดวัน
  • อารมณ์แกว่งโกรธง่ายโดยไม่มีเหตุผลเพียงพอกับครอบครัวหรือเพื่อนร่วมงาน
  • หลับภายใน 5 นาทีหลังจากนอน
  • บางคนอาจจะหลับขณะตื่นโดยที่ไม่รู้ตัว

    ทั้งหมดเป็นการแสดงว่าคุณนอนไม่พอคุณต้องเพิ่มเวลานอนหรือเพิ่มคุณภาพของการนอน

การนอนหลับจำเป็นอย่างไรต่อร่างกาย

ร่างกายเราเหมือนเครื่องจักรทำงานตลอดเวลาการนอนเหมือนให้เครื่องจักรได้หยุดทำงาน สะสมพลังงานและขับของเสียออก การนอนจึงจำเป็นสำหรับร่างกายมีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี มีการศึกษาว่าการนอนไม่พอจะมีอันตรายการประสานระหว่างมือและตาจะเหมือนกับผู้ที่ได้รับสารพิษ ผู้ที่นอนไม่พอหากดื่มสุราจะทำให้ความสามารถลดลงอ่อนเพลียมาก การดื่มกาแฟก็ไม่สามารถทำให้หายง่วง

มีการทดลองในหนูพบว่าหากนอนไม่พอหนูจะมีอายุสั้น ภูมิคุ้มกันต่ำลง สำหรับคนหากนอนไม่พอจะมีอาการง่วงและไม่มีสมาธิ ความจำไม่ดี ความสามารถในการคำนวณด้อยลง หากยังนอนไม่พอจะมีอาการภาพหลอน อารมณ์จะแกว่ง การนอนไม่พอเป็นสาเหตุของอุบัติต่างๆ เชื่อว่าเซลล์สมองหากไม่ได้นอนจะขาดพลังงานและมีของเสียคั่ง นอกจากนั้นการนอนหลับสนิทจะทำให้มีการหลั่งฮอร์โมนเพื่อการเจริญเติบโต (growth hormone)

จะปรึกษาแพทย์เมื่อไร

ถ้าหากอาการนอนไม่หลับเป็นมากกว่า 1 สัปดาห์ หรือทำให้ไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในเวลากลางวัน ก่อนพบแพทย์ควรทำตารางสำรวจพฤติกรรมการนอนประมาณ 10 วันเพื่อให้แพทย์วินิจฉัย ในการรักษาแพทย์จะแนะนำเรื่องการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการนอน ถ้าไม่ดีจึงจะให้ยานอนหลับ

การ นอนหลับอย่างพอเพียงทั้งระยะเวลาและคุณภาพของการนอนหลับจะเป็นปัจจัยในการ ส่งเสริมสุขภาพที่ดีเหมือนกับการรับประทานอาหารที่มีคุณภาพ และการออกกำลังกาย

วันจันทร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2552

การเมืองซักนิด ^ ^

กำเนิดนักการเมืองหมาๆ

ท่านผู้อ่านที่เคารพ ดูซิครับ นายกรัฐมนตรีอังกฤษเลียอะไรประธานาธิบดีอเมริกันอยู่

ผมกล้าเดิมพัน รูปนี้ไม่มีหมาที่ไหนเขาฟ้องกันหรอก หากบ้าฟ้อง แสนบาทเอาขี้หมากองเดียว โจทก์แพ้ แต่ถ้าเป็น (อดีต) นายกฯ ไทย ผมไม่แน่ใจ

แฟนคลับ คงทราบว่าหมาได้จรรโลงใจให้ผมเขียนเรื่อง ‘นายกฯ หมาๆ’ มาตั้งแต่ปี 2547 และผมทนการพบปะของผู้นำการเมืองไทยที่บ้านพิษณุโลกเร็วๆ นี้ไม่ไหว จึงต้องเขียน ‘หมาที่ไหนอยาก (ให้) แก้รัฐธรรมนูญวะ’

นักการเมืองหมาๆ ของไทยต่างกับนักการเมืองหมาๆ ของฝรั่ง เพราะฝรั่งไม่มีการเมืองหมาๆ มีแต่นักการเมืองหมาๆ แต่ของไทยมีการเมืองหมาๆ เป็นแหล่งผลิตนักการเมืองหมาๆ ทั้งสองอย่างเป็นอันตรายต่อชาติบ้านเมืองพอๆ กัน

การเมืองหมาๆ แบบชาติฉิบหายไม่ว่า ขอให้ข้าได้เงินก็แล้วกัน เป็นนวัตกรรมอุบาทว์ที่ค่อยๆ พัฒนาขึ้นมากับลัทธิเผด็จการหลังรัฐประหาร 2490 พร้อมๆ กับการไม่ลืมหูลืมตาเดินตามก้นทุนสามานย์อเมริกัน แบบขี้ก้อนใหญ่กว่าช้าง เอาอย่างเก่งกว่าครู ดูตัวอย่างจากจำนวนพลเอกประจำการเต็มสนามกอล์ฟ ในขณะที่อภิมหาอำนาจอเมริกาเขามีนายพลสี่ดาวทั้งในสงครามและการเตรียมรบทั่ว โลกเพียง 12 พลเอก 9 พลเรือเอก 11 พลอากาศเอก และ 3 พลเอกนาวิกโยธิน ส่วนนายพลห้าดาวตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 มามีเพียง 5 นายเท่านั้น ทำไมของเราจึงมากอุบาทว์อย่างนี้ เพราะการเมืองใช่หรือไม่

ไม่มีผู้ใดบอกเราว่าการเมืองหมาๆ ของไทยพัฒนามาจนกลายเป็นสถาบันได้อย่างไร ไม่รู้ว่าสื่อหรือนักวิชาการรัฐศาสตร์ทั้งประเทศมัวทำอะไรกันอยู่ (หวังว่าคงไม่เหมือนในภาพ)

เดรัจฉานของฝรั่งปรากฏนามในการเมืองมาก่อนไทย คือ หลังประกาศพุทธศาสนาเพียงไม่เกิน 100 ปี

Socrates (469-399 BC) ครูของ Plato (427-347 BC) ผู้เป็นครูของ Aristotle (384-322 BC) ประกาศว่า Man by nature is political animal : มนุษย์ตามธรรมชาตินั้นเป็นสัตว์การเมือง

ปรัชญาเมธีกรีกทั้ง 3 ทรงอิทธิพลสูงสุดในการวางฐานความคิดทฤษฎีการเมืองตะวันตก

ผมเองไม่แน่ใจว่าคำแปล ‘สัตว์การเมือง’ นี้ถูกต้องหรือไม่ เพราะแปลจากภาษากรีกเป็นอังกฤษและเป็นไทยถึง 3 ต่อ ต่อที่เป็นอังกฤษผมก็เกรงว่าผิดแล้ว ผมเองอยากจะแปลว่าโดยธรรมชาติแล้วมนุษย์เป็นสัตว์ที่อยู่ในเมืองมากกว่า

นักการเมืองไทยปัจจุบันมีอยู่มากที่มาจากชนบทบ้านนอก แต่พากันมาหากินอยู่ในเมือง(หลวง) สมัยก่อนคนกรุงมักดูถูกเหน่อสุพรรณหรือคนอีสานรุ่นพี่เนวินหรือโสภณ ซาเล้งว่า ‘บักเสี่ยว’บ้าง ‘ไอ้ขะแม’ บ้าง ‘หมูโคราช’ บ้าง ‘บักซิเด๋อ’ บ้าง เดี๋ยวนี้ ‘บักซิเด๋อ’ กลายเป็นนายของอำมาตย์และเสี่ย จิ้นไปเสียแล้ว สาแก่ใจจริง

นักการเมืองไทยกลายเป็นสัตว์ของ Socrates ในยุคจอมพลถนอม เมื่อส.ส.พรรคสหประชาไทยกลายเป็นเสือ-สิงห์-กระทิง-แรด ขึ้น ต่อมาสมัคร สุนทรเวชกับวัฒนา อัศวเหม นำเอาสัตว์เลื้อยคลานคืองูเห่าเข้ามาสมทบ ส่วนสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกคือเหี้ยหรือวรนุสนั้นเพิ่งเผยโฉมในยุคทักษิณและ ปัจจุบัน

ก่อนนั้น การเมืองไทยมีแต่เสือกับผี คือ เสือสองตัวอยู่ถ้ำเดียวกัน (ไม่ได้) ได้แก่จอมพลสฤษดิ์กับพลตำรวจเอกเผ่า และผีคือ ผู้แทนฝ่ายค้านหลายคนสังกัดพรรคประชาธิปัตย์แต่แอบไปกินเงินเดือนและสนับ สนุนเลขาธิการพรรคเสรีมนังคศิลา คือ พลตำรวจเอกเผ่าอย่างลับๆ

ในระหว่างปี 2498-2500 ผมพำนักอยู่ในที่ทำการพรรคผี เลขที่ 115 ถนนสุรวงศ์ จึงเห็นและจำหน้าผี คือ ส.ส.จากประชาธิปัตย์เกือบ 20 คนได้หมด พ.ต.อ.ศิริ คชหิรัญกับนายเดช บุญหลง เป็นผู้คุมเครื่องเซ่นไหว้ผี

ส่วนหมานั้นโผล่เข้าสภาครั้งแรกในปี 2518 หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม เมื่อมีผู้จูงสุนัข 3 ตัวที่ถูกโกนขนจารึกชื่อ 3 ส.ส.พรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย คือ สม วาสนา เติม สืบพันธุ์ และเปรม มาลากุล ที่แหกคอกไปสนับสนุนประธานสภาและนายกรัฐมนตรีจากพรรคอื่นคือนายประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์ และม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช แทนที่จะสนับสนุนหัวหน้าพรรคของตนเองคือพันเอกสมคิด ศรีสังคม

หมาที่เริ่มดังทางการเมือง คือหมา 3 ตัวในนวนิยายบันลือโลกของ George Orwell (1903 -1950) ชื่อ Animal Farm หรือเมืองเดรัจฉาน

Orwell มีจินตนาการเยี่ยมสามารถมองทะลุอนาคต นิยายเรื่อง 1984 พิมพ์ในปี 1949 ดังทั้งโลกอีก Orwell เตือนว่ามนุษย์จะสูญเสียเสรีภาพหมดสิ้น เพราะผู้ปกครองที่ต้องการให้การเมืองนิ่ง ใช้ตาวิทยาศาสตร์หรือ digital (ยุคนั้นยังไม่มี) ควบคุมประชาชนทุกคนได้อยู่หมัด หลบไปไหนก็ไม่พ้นสายตาหรือการควบคุมของ Big Brother หรือ ‘นายใหญ่’ ใส่เสื้อสีแดงไปได้

Orwell ตายเสียก่อน ไม่งั้นก็อาจได้เห็นนายใหญ่คนหนึ่งประมูลนักการเมืองหมาๆ เข้าคอกไว้ได้เกือบทั้งหมด ใช้การตลาดและสื่อดิจิตอลซื้อและคุมคนทั้งประเทศจนการเมืองเกือบจะนิ่ง ปล่อยให้ลอยชายทำลายกฎหมายและชีวิตคน ตลอดจนโกงทั้งโคตรแบบโคตรมหาโกงก็ได้


Credit by: http://www.manager.co.th/

วันจันทร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

วันสิ้นโลก....Doomsday 2012 ++

เราคงเคยได้ยินคำทำนายเรื่องวันสิ้นโลกกันใช่ป่ะ อืมก็มีหลายคำพยากร แต่ก็มีคำพยากรจากโลกอดีตในช่วงเวลายาวนานมาแล้วแต่ก็สามารถกล่าวได้ว่าใกล้ เคียงกับเหตุการณ์จริงจริงหรือปรากฎการณ์ที่โลกกำลังเผชิญ ชนเผ่าที่มำนายนี้ก็คือชนเผ่ามายันซึ่งก็ได้พยากรณ์เรื่องของ "วันครบอายุขัยของโลก" เอาไว้อย่างใกล้เคียงกับสิ่งที่เกิดขึ้นทุกวันนี้อย่างมากนักโบราณคดีได้ค้น พบอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ของชาว มายัน ซึ่งมีอยู่ในแถบทั่วไปของอเมริกากลาง มีการค้นพบสิ่งก่อสร้างโบราณที่ลักษณะคล้ายอาคารวงกลมคล้ายกับหอดูดาวของโลก ปัจจุบัน จึงสันนิษฐานว่า มายันน่าจะใช้สถานที่นี้เป็นการสังเกตวงโคจรของดาวต่างๆบนท้องฟ้าซึ่งจาก ปฏิทินของชาวมายันนี้เองทำให้นัดดาราศาสตร์ ทึ่งในความสามารถของชาวมายัน ในการกำหนดรอบวงโคจรของดาวต่างไท้งนอกและในระบบสุริยะได้อย่างแม่นยำ และสามารถคำนวนได้ละเอียดมากซึ่งปฏิทินของชาวมายันนี้ก็ยังสามารถนำมาอ้าง อิงได้ในโลกปัจจุบัน

นอก จากนี้แล้ว ความเชื่อแต่โบรานของชาว มายัน หลายเรื่องก็ยังค่อนข้างจะเป็นที่ยอมรับในวงการวิทยาศาสตรืสมัยใหม่ โดยเฉพาะอยางยิ่ง แล้วในด้านคณิตศาสตร์ ที่พบว่าวิธีการคำนวนเลขของชาวมายัน นั้นละเอียดแม่นยำกว่าระบบใดใดที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนสมัยนั้นอีก แม้แต่ระบบตัววเลขของโรมันที่เป็นที่ยอมรัยก็ยังไม่ละเอียดเท่า

ปฏิทินของชาวมายันจะใช้วิธีคิดคำนวนด้วยกันหลายวิธี แต่จะมีที่ถูกนำมาใช้อ้างอิงมากที่สุด คือ ปฏิทินที่เรียกว่า Long Count ชาวมายัน นับเวลาเดิน 1 คิน (วัน) โดยคำนวนจากช่วงเวลาดวงอาทิตย์ขึ้นและตกเหมือนปกติแต่วิธีกำหนดวัน เดือน ปี จะต่างไปจากปฏิทินสากลที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ คือ กำหนดให้จำนวน 20 คิน(วัน) เป็น 1 อุยนาล (เดือน) 18 อุยนาล เป็น 1 ตุน (ปี) 20 ตุนเป็น 1 คาตุน 20 คาตุน เป็น 1 บาคตุน และ 13 บาคตุน ก็จะเป็นรอบ 1 "ยุคสมัย" (ปฏิทินมายันนี้ก็คำนวนเวลาใน 1 ปีได้เท่ากับโลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ 1 รอบเหมือนกัน แต่ 1 ปั ของชาวมายัน จะมี 360 วัน ซึ่งเป้นค่าเฉลี่ยระหว่างปฏิทินสากลหรือแบบสุริยคติ(365) กับแบบ จันทรคติ (354)ที่ นับตามวงโคจรของดวงจันทร์ที่คนโบรานนิยมใช้) นอกจากกำหนดหน่วยเป็นปีแล้วยังกำหนดหน่วยที่มากกว่าปีเอาไว้ด้วย แล้วที่สำคัญสามารถกำหนดหน่อยเป็นยุคสมัยอีกด้วยซึ่ง 1 รอบยุคสมัยนั้นจะมี 13 บาคตุน คิดเป้นวันก็จะเท่ากับ 1,872,000 วันหรือประมาน 5,000 ปีตามปฏิทินสากลเท่ากับทุกๆ 5000 ปีชาวมายันจะผลัดเปลี่ยนยุคสมัยกันครั้งนึง

เกริ่นมานานก็เข้าประเด็นตรงคำว่ายุคสมัย ที่เป็นประเด็นถกเถียงกัน นักโบรานคดีเคยมีความเข้าใจว่า 1 รอบยุคสมัย ก็น่าจะคล้ายกับการครบ 1 ศตวรรษ หรือ 1 สหัสวรรษ อย่างเช่นปฏิทินสากลใช้อย่างปัจจุบัน แต่จากการวิเคราะห์ต่อมาได้วิเคราะห์จากความเชื่อของชาวมายัน เรื่องหนึ่งในบันทึกโบรานที่กล่าวว่า "เมื่อครบ 1 รอบยุคสมัยแล้วเทพเจ้าจะเสด็จลงมา" จึงได้มีการเปลี่ยนทิศทางในการศึกษกนใหม่ว่ายุคสมัยของชาวมายัญน่าจะมี มากกว่า ศตวรรษ หรือ สหัสวรรษ ซึ่งการศึกษาจากหลักฐานซึ่งเป็นคัมภีร์ที่ ชาวมายันทั่วไปนับถือคือ "โปโปล วู"(Popol Vuh) ที บันทึกตำนานการสร้างดลกของเทพเจ้าของชาว มายัน เอาไว้เกี่ยวกับอายุขัยของยุคแต่ละยุคว่า โลกนี้เคยเกิดขึ้น เป็นอยู่ แล้วแตกดับ ผ่านยุคสมัยต่างๆมาแล้วหลายยุคหลายสมัยและจะผลัดเปลี่ยนเช่นนี้ตลอดไป แต่สิ่งที่บันทึกบอกกล่าวไว้ไม่ได้มีเท่านี้ก็คือ การมีคำกล่าวเอาไว้ว่าก่อนจะครบรอบการผลัดเปลี่ยนยุคต่างๆนั้น จะมีสัญญาญของเหตุการณืต่างๆเกิดขึ้นเช่น การเกิดแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด พายุใหญ่ ไฟไหม้ใหญ่ น้ำท่วมใหญ่ แล้วในที่สุด"วันสิ้นยุค"ก็จะเกิดขึ้น ซึ่งในวันสิ้นยุคนั้นก็จะเกิดปรากฏการณ์ไฟลุกโชติช่วงขึ้นครั้งใหญ่ไปทุกหน แห่ง เพื่อกวาดล้างทุกสิ่งทุกอย่างให้หมดสิ้น เป็นการล้างยุคสมัยเก่าลง หลังจากนั้นยุคสมัยใหม่ก็จะเกิดขึ้น แล้วทุกอย่างก็จะเกิดขึ้นใหม่

ใน คัมภีร์ โปโปล วู กล่าวถึงตำนานการสร้างและทำลายโลกของเทพเจ้าที่กำหนดอายุขัยของยุคต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมานั้นพระเจ้าได้สร้างโลกขึ้นมา 3 ครั้งแล้ว แล้วยุคปัจจุบันก็คือยุคที่ 4 ซึ่งยุคที่ 4 นี้หากยึดตามปฏิทินสากลที่ใช้กันก็จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 13 สิงหาคม ปี 3114 ก่อนคริสกาล และจะไปสิ้นสุดเอาในวันที่ 23 ธันวาคม 2012 ก้จะถอว่าเป้นวันสิ้นสุดของยุคที่ 4 แล้วจะผลัดเปลี่ยนเข้าสู่ยุคที่ 5 ซึ่งหมายความว่าวันที่ 23 ธันวาคม 2012 จะเป้นวัน "สิ้นโลก" ไปหรือ อย่างไร?

แต่ เดิมเรื่องการพยากรนี้ก็ยังไม่ได้รับความสนใจมากนักจนกระทั่งเมื่อดล กก้าวผ่านเหตุการณ์ต่างๆมาจนกระทั่งใกล้ถึงวันที่กำหนดไว้ในปฏิทิน (23 ธันวาคม 2012 ) และ ปรากฏการ์ณ ธรรมชาติต่างๆที่ถี่และบ่อยขึ้น ประกอบกับการที่โลกประสบกับสภาวะโลกร้อน ที่เป้นอยู่ปัจจุบัน ก็ยิ่งทำให้หลายๆคนหันมาสนใจคำพยากรณ์นี้มากขึ้น ยิ่งตรงคำที่ว่า

"ก่อน จะครบรอบการผลัดเปลี่ยนยุคต่างๆนั้น จะมีสัญญาญของเหตุการณืต่างๆเกิดขึ้นเช่น การเกิดแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด พายุใหญ่ ไฟไหม้ใหญ่ น้ำท่วมใหญ่ แล้วในที่สุด"วันสิ้นยุค"ก็จะเกิดขึ้น " จึงทำให้ใครๆเริ่มนำความเชื่อของชาวมายัน มาคิดว่าหรือสิ่งที่เกิดขึ้นปัจจุบันจะเป็นไปตามคำทำนายของ ชาวมายัน แล้วถ้าเป็นจริง วันที 23 ธันวาคม 2012 อะไรจะเกิดขึ้น?

ซึ่ง จากการศึกษาทางวิทยาศาสตร์เพื่อหาเหตุผลและปัจจัยที่นำมาสู่สิ่งบ่งบอก เหตุการณ์ต่างๆตามตวามเชื่อของชาวมายัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการกำหนดปี 2012 ไว้ว่าเป้นวันสิ้นสุดของยุค หรือวันสิ้นดลกของยุคนี้ โดยนักวิจัยด้านคอมพิวเตอร์ นักธรณีวิทยา นักดาราศาสตร์ กลุ่มที่ร่วมกันศึกษาเรื่องนี้พบว่า ในช่วงปี 2012 โลกจะเกิดปรากฏการณ์ การพลิกกลับของขั้วแม่เหล็กโลก

(Magnetic Reversal) เกิด ขึ้นปรากฏการณ์นี้ก็คือการที่ขั้วแม่เหล็กโลกพลิกกลับจากขั้วฌหนือเป็น ขั้วใต้ ซึ่งสนามแม่เหล็กโลกนี้แต่เดิมก็ไม่ได้อยู่ตายตัวมันจะพลิกกลับกันเช่นนี้ ตลอดเวลา มันก็มีช่วงเวลาการพลิกกลับของมันเอง โดยการพลิกกลับขั้วครั้งล่าสุดเกิดเมื่อประมาณ 3 หมื่นปีก่อนนี้เอง ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ยังพบอีกว่าการกลับขั้วแม่เหล็กโลกในแต่ละครั้งนั้นจะส่ง ผลให้เกิความแปรปรวนขึ้นได้ ซึ่งจะตามมาด้วยการเกิดการผ่าเหล่าของสิ่งมีชีวิตบางสายพันธ์ บางสายพันธ์อาจสุญพันธ์ลงที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะสนามแม่เหล็ก โลกจะเกิดการแปรปรวนระหว่างที่เกิดการสลับขั้วนี้สนามแม่เหล็กที่เคยเป้ นเกราะกำบังรังสีคอสมิค จากดวงอาทิตย์โดยตรง จะทำงานไม่มีประสิทธิภาพในช่วงเวลานั้นทำให้ไม่สามารถสะท้อนรังสีคอสมิคหรือ เบี่ยงเบนทิศทางมันอย่างได้ผล รังสีนี้ก็จะตกสู่พื้นโลกโดยตรงซึ่งส่งผลต่อสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่บนผิว โลก และยังมีอีก 1 ข้อมูลว่าในช่วงปี 2012 นี้ยังมีปรากฏการณ์ที่จุดดับของดวงอาทิตย์ครบวงรอบ 11 ปีอีกด้วย ซึ่งถ้าทั้ง 2 เหตุการณ์เกิดขึ้นพร้อมกันพอดีในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งก็จะส่งผลอย่างมาก มายอย่างที่ไม่อาจะคิดได้

แต่เรื่องนี้ก็มีความคิดแยกเป็น 2 ทางทางนึงคือทางฝายรัฐซึ่ง NASA ได้ ออกมาแสดงความคิดปรามการตื่นตระหนกว่า ต่อให้แม่เหล็กโลกอ่อนแรงลงจนสุญเสียการป้องกันจากรังสีคอสมิค รังสีคอสมิคก็จะส่งผลร้ายแรงแค่ทำให้ รบกวนต่อการสื่อสารและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคต่างๆเท่านั้น แต่จากการคำนวนของกลุ่มนักวิทยาศสาตร์ที่ศึกษาเรื่องนี้ และทดลองสร้างแบบจำลองดว้ยคอมพิวเตอร์ ก็แย้งว่า ไม่เพียงแค่รบกวนการสื่อสารเท่านั้น สัตว์ต่างๆจะเกิดความสับสนขึ้นอย่างแน่นอน นกนานาชนิดจะสับสนทางประสาทสัมผัส จะเกิดการหลงทิศทางและหลงฤดูกาล ระบบภูมิคุ้มกันต่างๆจะเปลี่ยนแปลง เนื่องจากจะเกิดสภาวะอากาศที่แปรปรวน ทำให้เชื้อโรคบางชนิดปรับตัวเอง สิ่งมีชีวิตต่างๆจะกลายพันธ์ หรือผ่าเหล่า โดยรังสีคอสมิคที่เข้าข้นในบางพื้นที่จะเกิดสภาวะของ"มะเร็ง" ก่อตัวขึ้นได้ง่าย

ย้อน ไปถึงความเชื่อของชาวมายัน ทุกวันนี้ผู้เฒ่าผู้แก่ ของชาวมายัน ที่ยังคงมีชีวิตอยู่นั้น ต่างก็ยังถ่ายทอดตำนานสุ่ลูกหลาน แล้วท่ามกลางตำนานเหล่านั้นก็ยังแฝงคติการดำรงชีวิต อยุ่อย่างระวัง โดยไม่ไปทำลายธรรมชาติ ชาวมายันมีคำสอนลูกหลานถึงธรรมาชาติว่า "เมื่อพระเจ้าสร้างโลกขึ้นมานั้น พระองค์ได้มอบหมายหน้าที่ให้มนุษย์ผู้มีสติปัญญาเหนือสัตว์ทั้งปวงเป็นผู้ปก ป้องดูแลสรรพสัตว์และต้นไม้ต่างๆ ให้ดำรงไปตามชีวิตของมัน มนุษย์ก็คือวงจรธรรมชาติด้วย ซึ่งต้องดำเนินไปตามกฏของธรรมชาตื ต้องล่าเพื่อเป้นอาหาร และต้องปลูกเพื่อชดเชยในสิ่งที่ขาดหาย หากมนุษย์ไม่ทำหน้าที่ผู้ปกป้องให้สมบูรณ์ หรือทการละเมิดกฏของธรรมชาตินี้ วงจรธรรมชาติก็จะเปลี่ยนแปลงจนอาจถึงกาลวิบัติ บัดนั้นท้องฟ้าจะเปลี่ยนสี ดิน น้ำ มหาสมุทรจะลุกเป็นไฟ ทุกหนทุกแห่งจะลุกเป็นไฟสิ่งมีชีวิตจะอยู่ไม่ได้ และจะถึงกาลอวสานของโลกพร้อมกับทุกสรรพชีวิตบนโลก" จะเห็นว่าคำสอนของชาวมายัน เป็น ตรรกแบบวิทยาศาสตร์มาก ซึ่งที่เห็นจริงก็คือ ระบบชีวิต ต่างๆที่ดำเนินไปภายใต้กฏแห่งธรรมชาติ ซึ่งเปรียบเสมือนห่วงโซ่ที่เกี่ยวร้อยกันแยกกันไม่ออก หากข้อใดข้อหนึ่งขาดช่วง ก็จะทำให้ห่วงโซ่ไม่สามารถทำงานได้อีกต่อไป ซึ่งจะส่งผลสู่ ข้อทุกๆข้อห่วงโซ่ที่ห่วงนั้นเกี่ยวร้อยอยู่ ซึ่งผลสุดท้ายก็จะต้องย้อนกลับสู่ตัวเองด้วยนั่นเอง ซึ่งที่เป้นเช่นนี้มันก้มาจากมนุษย์เอง ที่ไม่ทำหน้าที่ปกป้องวงจรธรรมชาติ ในฐานะที่มีภูมิปัญญาเหนือใครในปฐพี แต่กลับใช้ภูมิปัญญาในทางที่ผิด ทำการโกงธรรมชาติ จนธรรมชาติเกิดความระส่ำระส่าย หรือว่า วันแห่งการพิพากษาได้ใกล้เข้ามาแล้วจริง??

Decoding the Past: Doomsday 2012

http://www.youtube.com/watch?v=ash_5a_37-w